TAT No. 11/13096
เวลาทำการ
Mon - Fri : 09:00AM - 06:00PM
เบอร์โทรติดต่อ
อยากดูแสงเหนือไปที่ไหน? รวมแลนด์มาร์กชมแสงเหนือสุดอลัง
อยากดูแสงเหนือไปที่ไหน? รวมแลนด์มาร์กชมแสงเหนือสุดอลัง
แชร์บทความนี้ :

อยากดูแสงเหนือไปที่ไหน? รวมแลนด์มาร์กชมแสงเหนือสุดอลัง

ที่เที่ยวดูแสงเหนือ หรือ Aurora Borealis คือ หนึ่งในปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่และสวยงามที่สุด สร้างความประทับใจแบบที่ภาพถ่ายหรือวิดีโอไม่สามารถถ่ายทอดได้ครบถ้วน จุดหมายในฝันของนักเดินทางทั่วโลก

เสน่ห์ของแสงเหนือไม่ได้อยู่แค่ความสวยงาม แต่คือประสบการณ์ของการเฝ้ารอช่วงเวลามหัศจรรย์ ทำให้หลายคนตั้งคำถามว่า แสงเหนืออยู่ประเทศอะไร และควรเดินทางไปช่วงไหนถึงจะมีโอกาสเห็นชัดที่สุด บทความนี้มีคำตอบครบ

ที่เที่ยวดูแสงเหนือ 2025 – รวมประเทศที่ต้องไปเห็นด้วยตาตัวเองสักครั้ง

หากพูดถึง Bucket List ของนักเดินทางทั่วโลก “การล่าแสงเหนือ” มักติดอันดับต้น ๆ เสมอ เพราะเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นทุกที่ และไม่ได้เห็นได้ตลอดปี

ประเทศยอดนิยมส่วนใหญ่อยู่ในโซนยุโรปเหนือและแถบอาร์กติก ซึ่งมีทำเลเหมาะสมกับการเกิดออโรรา อีกทั้งยังมีโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยวที่ดี เมืองเล็ก ๆ กลางหิมะ รีสอร์ตกระจกโดม บ้านไม้สไตล์สแกนดิเนเวีย และกิจกรรมฤดูหนาว

แสงเหนือคืออะไร และเกิดขึ้นได้อย่างไร?

แสงเหนือ หรือ Aurora Borealis คือ ปรากฏการณ์ที่เกิดจากการปะทะกันระหว่าง “ลมสุริยะ” (Solar Wind) กับสนามแม่เหล็กโลก

ขั้นตอนการเกิดโดยสรุปมีดังนี้:

  1. ดวงอาทิตย์ปล่อยอนุภาคประจุไฟฟ้าออกมาอย่างต่อเนื่อง
  2. อนุภาคเหล่านี้เดินทางผ่านอวกาศมายังโลก
  3. สนามแม่เหล็กโลกจะดึงอนุภาคเข้าสู่บริเวณขั้วโลกเหนือ
  4. อนุภาคชนกับก๊าซในชั้นบรรยากาศ
  5. เกิดการปล่อยพลังงานในรูปของแสงสีต่าง ๆ

สีของแสงขึ้นอยู่กับชนิดของก๊าซและระดับความสูงที่เกิดปฏิกิริยา เช่น

  • ออกซิเจน (ระดับ 100–300 กม.): สีเขียว (พบมากที่สุด)
  • ออกซิเจน (ระดับสูงกว่า 300 กม.): สีแดง
  • ไนโตรเจน: สีม่วง ชมพู หรือน้ำเงิน

นี่จึงเป็นเหตุผลที่บางคืนเราเห็นแสงเหนือเป็นม่านสีเขียวพริ้วไหว แต่บางคืนอาจเห็นเป็นริ้วม่วงหรือแดงเข้มนั่นเอง

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เห็นแสงเหนือชัด

แม้จะไปประเทศที่เหมาะสม แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเห็นแน่นอนทุกคืน ปัจจัยหลักที่ควรเข้าใจมีดังนี้

  1. Solar Cycle (วัฏจักรดวงอาทิตย์)

ดวงอาทิตย์มีรอบกิจกรรมประมาณ 11 ปี ที่จะสลับระหว่างช่วงพลังงานต่ำไปช่วงพลังงานสูง โดยช่วงที่พลังงานสูง (Solar Maximum) จะมีการปล่อยอนุภาคออกมามากกว่าปกติ ก็จะทำให้มีพายุสุริยะบ่อย ทำให้มีโอกาสเห็นแสงเหนือเพิ่มขึ้น

  1. ค่า KP Index 

คือ ค่าที่ใช้วัด “ความแรงของพายุแม่เหล็กโลก” ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการเกิดแสงเหนือ

ดัชนีวัดความรุนแรงของพายุแม่เหล็กโลก มีค่า 0–9

  • KP 0-2 = โอกาสต่ำ
  • KP 3-4 = เริ่มเห็นในพื้นที่วงแหวนอาร์กติก
  • KP 5 ขึ้นไป = มีโอกาสเห็นกว้างขึ้น

ค่า KP ยิ่งสูงแปลว่าแสงเหนือยิ่งแรง สวย และมีโอกาสเห็นง่ายขึ้น นักล่าแสงเหนือมืออาชีพจึงมักเช็กค่า KP ก่อนออกไปดูทุกคืน

  1. ความมืดของท้องฟ้า

ต้องอยู่ไกลจากตัวเมือง ไม่มีมลภาวะแสง (Light Pollution) เพราะแสงไฟจะกลบความสว่างของออโรรา

  1. สภาพอากาศ

ท้องฟ้าต้องปลอดโปร่ง ไม่มีเมฆ ฝน หรือพายุหิมะ

แสงเหนืออยู่ประเทศอะไร? รวม 7 ประเทศยอดนิยมทั่วโลก

ประเทศที่ตั้งอยู่ใกล้ “วงแหวนอาร์กติก” (Arctic Circle) ซึ่งเป็นแนวละติจูดที่พาดผ่านบริเวณขั้วโลกเหนือเป็นพื้นที่ที่สามารถพบเห็นแสงเหนือได้ เพราะพื้นที่เหล่านี้อยู่ใต้ “Auroral Oval” หรือวงแหวนการเกิดออโรรา

  1. นอร์เวย์ – แลนด์สเคประดับโลก โอกาสเห็นสูงมาก

นอร์เวย์ถือเป็นหนึ่งในประเทศที่ดีที่สุดสำหรับการล่าแสงเหนือ โดยเฉพาะเมือง Tromsø และหมู่เกาะ Lofoten ซึ่งตั้งอยู่เหนือเส้นอาร์กติกเซอร์เคิล

จุดเด่น

  • อยู่ใต้ Auroral Oval โดยตรง
  • มีฟยอร์ด ภูเขาหิมะ และหมู่บ้านชาวประมงเป็นฉากหลัง
  • โครงสร้างพื้นฐานด้านทัวร์และไกด์มืออาชีพ

ช่วงเหมาะสม: กันยายน-มีนาคม
เหมาะกับ: สายถ่ายภาพแลนด์สเคป และคนที่อยากได้ภาพแสงเหนือกับวิวฟยอร์ดแบบไอคอนิก

ข้อควรรู้: ราคาค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในยุโรปเหนือ

  1. ฟินแลนด์ – โรแมนติก นอนดูแสงเหนือจากเตียง

Lapland ทางตอนเหนือของฟินแลนด์มีสถิติพบแสงเหนือสูงมาก บางพื้นที่มีโอกาสเห็นมากกว่า 200 คืนต่อปี (เมื่อสภาพอากาศเอื้ออำนวย)

จุดเด่น

  • ที่พักแบบ Glass Igloo และ Aurora Cabin
  • กิจกรรมฤดูหนาว เช่น สุนัขลากเลื่อน ขับสโนว์โมบิล
  • บรรยากาศเทพนิยาย โดยเฉพาะช่วงคริสต์มาส

ช่วงเหมาะสม: ตุลาคม-มีนาคม
เหมาะกับ: คู่รัก ฮันนีมูน และสายพรีเมียม

ข้อควรรู้: ต้องจองที่พักล่วงหน้านาน เพราะเต็มเร็วใน High Season

  1. สวีเดน – สายจริงจังต้อง Abisko

เมือง Abisko ทางตอนเหนือของสวีเดนมีชื่อเสียงเรื่อง “Blue Hole of Abisko” ซึ่งเป็นสภาพภูมิอากาศเฉพาะที่ทำให้เมฆเปิดบ่อยกว่าพื้นที่ใกล้เคียง

จุดเด่น

  • ท้องฟ้าเปิดบ่อย
  • มี Aurora Sky Station สำหรับชมแสงเหนือโดยเฉพาะ
  • นักท่องเที่ยวไม่หนาแน่นเท่านอร์เวย์

ช่วงเหมาะสม: พฤศจิกายน-มีนาคม
เหมาะกับ: คนที่เน้นโอกาสเห็นสูงเป็นหลัก

ข้อควรรู้: เมืองค่อนข้างเงียบ เหมาะกับสายธรรมชาติมากกว่าสายเมือง

  1. ไอซ์แลนด์ – ล่าแสงเหนือพร้อมเที่ยวธรรมชาติสุดอลัง

ไอซ์แลนด์เป็นประเทศที่สามารถเห็นแสงเหนือได้เกือบทั่วประเทศ หากออกนอกเมืองหลวง Reykjavik เพียงเล็กน้อย

จุดเด่น

  • ทริปเดียวเที่ยวได้ครบ ทั้งแสงเหนือ น้ำตก ธารน้ำแข็ง และภูเขาไฟ
  • เหมาะกับการ Road Trip
  • ถ่ายภาพสวยแปลกตา เพราะภูมิประเทศไม่เหมือนที่อื่น

ช่วงเหมาะสม: กันยายน-มีนาคม
เหมาะกับ: สายผจญภัย สายถ่ายภาพ และคนที่อยากเที่ยวหลายไฮไลท์ในทริปเดียว

ข้อควรรู้: สภาพอากาศแปรปรวน ต้องเผื่อแผนสำรองเสมอ

  1. แคนาดา – มือใหม่ก็ไปได้ง่าย

แคนาดาเป็นคำตอบยอดนิยมของคำถามว่า แสงเหนือประเทศไหนเห็นง่าย โดยเฉพาะเมือง Yellowknife และ Whitehorse

จุดเด่น

  • ท้องฟ้าเปิดบ่อยในฤดูหนาว
  • มีลานชมแสงเหนือเฉพาะ
  • ระบบทัวร์มืออาชีพ รองรับนักท่องเที่ยวจำนวนมาก

ช่วงเหมาะสม: พฤศจิกายน-มีนาคม
เหมาะกับ: มือใหม่ และคนที่ต้องการความสะดวกสบาย

ข้อควรรู้: อุณหภูมิอาจต่ำถึง -30°C ต้องเตรียมเสื้อผ้าให้พร้อม

  1. อลาสกา (สหรัฐอเมริกา) – ธรรมชาติดิบ โอกาสเห็นสูง

เมือง Fairbanks เป็นจุดล่าแสงเหนือยอดนิยมในอลาสกา เนื่องจากมีสถิติท้องฟ้าเปิดสูงในฤดูหนาว

จุดเด่น

  • โอกาสเห็นสูงช่วงมกราคม–มีนาคม
  • ธรรมชาติป่าเขาและภูเขาน้ำแข็ง
  • ผสมทริปอเมริกาได้

เหมาะกับ: คนที่ต้องการประสบการณ์ธรรมชาติแบบดิบ ๆ และไม่วุ่นวายมาก

ข้อควรรู้: การเดินทางอาจใช้เวลานานกว่ายุโรปเหนือ

  1. กรีนแลนด์ – สำหรับสายผจญภัยขั้นสุด

กรีนแลนด์มีประชากรน้อยและมลภาวะแสงต่ำมาก ทำให้ท้องฟ้ามืดสนิท เหมาะกับการชมแสงเหนือแบบเต็มตา

จุดเด่น

  • ธรรมชาติบริสุทธิ์
  • นักท่องเที่ยวไม่หนาแน่น
  • ประสบการณ์แตกต่างจากประเทศยอดนิยมทั่วไป

เหมาะกับ: นักเดินทางสายลึกที่อยากได้ประสบการณ์ไม่ซ้ำใคร

ข้อควรรู้: การเดินทางซับซ้อน และสิ่งอำนวยความสะดวกจำกัดกว่าประเทศอื่น

ช่วงเวลาที่เหมาะที่สุดในการไปดูแสงเหนือ

  • ปลายกันยายน-มีนาคม
  • พีคที่สุด: ธันวาคม-กุมภาพันธ์
  • เวลาที่เหมาะในแต่ละคืน: 21.00-02.00 น.

เหตุผลที่ช่วงนี้ดีที่สุด เพราะกลางคืนยาวนาน (บางพื้นที่มืดเกือบ 20 ชั่วโมง) อุณหภูมิต่ำ ท้องฟ้าแห้ง และมีโอกาสฟ้าเปิดมากกว่าในฤดูอื่น

ช่วง High Season และงบประมาณคร่าว ๆ

  • High Season: ธันวาคม-กุมภาพันธ์
  • ราคาตั๋วเครื่องบินและที่พักปรับสูง
  • ทริปยุโรปเหนือ 7-10 วัน งบประมาณเริ่มต้นประมาณหลักแสนบาท (ขึ้นกับประเทศและมาตรฐานที่พัก)

สำหรับผู้ที่ต้องการความสบายใจ การเลือกแพ็กเกจท่องเที่ยวจากโรมเมทที่:

  • พักโรงแรมมาตรฐาน 4-5 ดาว
  • พาไปจุดล่าแสงเหนือที่โอกาสเห็นสูง
  • ไม่พาลงร้านช้อปรัฐบาล
  • บริการอาหารครบทุกมื้อ
  • ไม่มีค่าใช้จ่ายแอบแฝง
  • มีทีมงานดูแล 24 ชั่วโมงผ่าน Social และ Hotline

จะช่วยเพิ่มโอกาสเห็นแสงเหนือแบบไม่ต้องกังวลเรื่องการวางแผนหรือขับรถกลางหิมะเอง

สรุป – แสงเหนือคือประสบการณ์ที่ต้องไปเห็นด้วยตัวเองสักครั้ง

การหาที่เที่ยวดูแสงเหนือ ไม่ใช่แค่ทริปท่องเที่ยวธรรมดา แต่คือประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิตที่ควรไปสัมผัสด้วยตาตัวเอง

พร้อมออกล่าแสงเหนือแล้วหรือยัง?

จองแพ็กเกจทัวร์แสงเหนือกับโรมเมทวันนี้ แล้วไปสัมผัสความมหัศจรรย์ของธรรมชาติด้วยตัวคุณเองกันเลย

ติดต่อ Roammate

Facebook Page: Roammate
Instagram: @roammate.tour
LINE OA: @roammate
Hotline: +66 (0) 66-149-5965